ตั้งราคาสินค้ายังไงไม่ให้ขาดทุน: markup กับ margin ต่างกัน และคิดเท่าไหร่ดี
โดยทีมงาน ขายดี POS ·

เจ้าของร้านจำนวนมากตั้งราคาด้วยสูตรเดียว: ทุนเท่าไหร่บวกไปอีกหน่อย ปัญหาคือ “อีกหน่อย” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน และหลายร้านสับสนระหว่างสองคำที่หน้าตาคล้ายแต่ให้ตัวเลขคนละเรื่อง — markup กับ margin
markup กับ margin ต่างกันตรงไหน
- Markup = กำไรเทียบกับ “ทุน” — ซื้อมา 100 ขาย 130 คือ markup 30%
- Margin = กำไรเทียบกับ “ราคาขาย” — ขาย 130 กำไร 30 คือ margin ประมาณ 23%
- ตัวเลขเดียวกันแต่คนละฐาน: markup 30% ให้ margin แค่ ~23% — นี่คือเหตุผลที่รู้สึกว่า “บวกไว้ 30 แต่เงินเหลือไม่ถึง”
- เวลาอ่านรายงานกำไรหรือคุยกับใครเรื่องตัวเลข เช็กก่อนเสมอว่ากำลังพูดฐานไหน
ราคาที่ถูกต้อง ต้องครอบคลุมมากกว่าทุนสินค้า
ทุนจริงของการขายของหนึ่งชิ้นไม่ได้มีแค่ราคาที่ซื้อมา — มีค่าเช่า ค่าไฟ ค่าเดินทางไปซื้อของ ค่าถุง ค่าเวลาของตัวเอง ของเสีย/ของหมดอายุ เฉลี่ยอยู่ในนั้นด้วย วิธีคิดแบบบ้าน ๆ ที่ใช้ได้จริง: รวมค่าใช้จ่ายร้านต่อเดือนทั้งหมด หารด้วยยอดขายต่อเดือนโดยประมาณ จะได้เปอร์เซ็นต์ที่ทุกชิ้นต้อง “แบก” — ถ้าค่าใช้จ่ายร้านกินราว 15% ของยอดขาย margin ของสินค้าต้องมากกว่า 15% ถึงจะเริ่มมีกำไรจริง
ของแต่ละแบบ ไม่ควรบวกเท่ากัน
- ของขายเร็วหมุนไว (น้ำ น้ำแข็ง ของกินเล่น) — margin บางได้เพราะหมุนหลายรอบ แต่อย่าบางจนติดลบเมื่อรวมค่าใช้จ่ายแฝง
- ของขายช้า/กินพื้นที่ — ต้อง margin หนากว่า เพราะเงินจมนานและเปลืองชั้นวาง
- ของที่ลูกค้าจำราคาแม่น (ราคาตลาดชัด) — บวกตามตลาด แล้วไปเอากำไรจากของที่ลูกค้าเทียบราคายาก
- ของเสียง่าย/มีวันหมดอายุ — เผื่อเปอร์เซ็นต์ของเสียเข้าไปในราคาด้วย
รู้ได้ยังไงว่าราคาที่ตั้ง “เวิร์กจริง”
คำตอบไม่ได้อยู่ที่สูตร แต่อยู่ที่ตัวเลขจริงหลังขาย: ต้องเห็นกำไรหลังหักทุนของแต่ละสินค้า แล้วเทียบกับค่าใช้จ่ายร้านทุกเดือน ใน ขายดี POS แค่ใส่ต้นทุนไว้ตอนลงสินค้า รายงานจะแสดงกำไรจริงต่อชิ้นและต่อวันให้อัตโนมัติ เห็นชัดว่าตัวไหนตั้งราคาพอดี ตัวไหนขายดีแต่แบกร้านไม่ไหว — ทดลองฟรี 7 วันขาย
ลองกับร้านของคุณ ฟรี 7 วันขาย
เปิดขายวันไหน จ่ายวันนั้น — วันละ 20 บาท — ไม่ขายไม่เสียตัง ไม่มีสัญญา ไม่ต้องมีบัตรเครดิต



































